กรณีศึกษา: องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ BCM อย่างมีประสิทธิภาพ
อัพเดทล่าสุด: 4 มี.ค. 2025
685 ผู้เข้าชม

กรณีศึกษา: องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ BCM อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management - BCM) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรทั่วโลกนำมาใช้เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย บทความนี้จะพาไปดู 2 กรณีศึกษา ขององค์กรที่สามารถนำ BCM มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
1. Toyota การฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น
เหตุการณ์
ในปี 2011 ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับ แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และ สึนามิที่สร้างความเสียหายมหาศาล ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์เสียหายหนัก หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ Toyota ซึ่งมีโรงงานผลิตและซัพพลายเชนกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แนวทาง BCM ที่ Toyota ใช้
การจัดทำแผนสำรองล่วงหน้า: Toyota มี "ระบบซัพพลายเชนที่กระจายตัว" ทำให้สามารถโยกย้ายการผลิตไปยังโรงงานที่ไม่ได้รับผลกระทบ
การสร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์: Toyota จัดทำ ฐานข้อมูลซัพพลายเออร์สำรอง (Resilient Supplier Network) เพื่อให้มั่นใจว่าหากซัพพลายเออร์หลักไม่สามารถดำเนินการได้ ก็สามารถสลับไปใช้แหล่งอื่นแทน
การจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน: หลังเกิดเหตุการณ์ Toyota เปิดศูนย์บัญชาการฉุกเฉินเพื่อบริหารจัดการเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ และสามารถ ฟื้นตัวกลับมาผลิตได้ภายใน 6 เดือน ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ผลลัพธ์
Toyota ไม่เพียงแต่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว แต่ยังสามารถใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการปรับปรุง BCM และ Supply Chain Resilience ให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้ดีขึ้น
2. Netflix การบริหารความต่อเนื่องของระบบไอทีในยุคดิจิทัล
เหตุการณ์
Netflix เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกที่ต้องให้บริการแบบ 24/7 หากระบบล่มแม้เพียงไม่กี่นาที อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก ดังนั้น Netflix ต้องมี BCM สำหรับโครงสร้างไอที (IT Continuity Plan) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น เซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือ การโจมตีทางไซเบอร์
แนวทาง BCM ที่ Netflix ใช้
สถาปัตยกรรมระบบแบบกระจาย (Distributed Cloud Infrastructure)
Netflix ใช้ Amazon Web Services (AWS) ในรูปแบบที่กระจายโหลดการทำงานไปยังหลาย ๆ ศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้ระบบมี ความยืดหยุ่นสูง (Resilience) และไม่พึ่งพาเซิร์ฟเวอร์เดียว
ระบบ Chaos Engineering
Netflix ใช้ "Chaos Monkey" ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่จำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การปิดเซิร์ฟเวอร์แบบสุ่ม เพื่อทดสอบว่าแพลตฟอร์มสามารถรับมือกับความผิดพลาดได้ดีแค่ไหน
Automated Recovery System
Netflix พัฒนาระบบที่สามารถ ตรวจจับข้อผิดพลาดและกู้คืนระบบอัตโนมัติ ทำให้ลดโอกาสที่แพลตฟอร์มจะล่มจากปัญหาด้านไอที
ผลลัพธ์
Netflix สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น แม้จะเผชิญกับเหตุการณ์ไอทีล่ม และกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มี BCM ด้านไอทีที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมดิจิทัล
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management - BCM) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรทั่วโลกนำมาใช้เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย บทความนี้จะพาไปดู 2 กรณีศึกษา ขององค์กรที่สามารถนำ BCM มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
1. Toyota การฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น
เหตุการณ์
ในปี 2011 ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับ แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และ สึนามิที่สร้างความเสียหายมหาศาล ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์เสียหายหนัก หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ Toyota ซึ่งมีโรงงานผลิตและซัพพลายเชนกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แนวทาง BCM ที่ Toyota ใช้
การจัดทำแผนสำรองล่วงหน้า: Toyota มี "ระบบซัพพลายเชนที่กระจายตัว" ทำให้สามารถโยกย้ายการผลิตไปยังโรงงานที่ไม่ได้รับผลกระทบ
การสร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์: Toyota จัดทำ ฐานข้อมูลซัพพลายเออร์สำรอง (Resilient Supplier Network) เพื่อให้มั่นใจว่าหากซัพพลายเออร์หลักไม่สามารถดำเนินการได้ ก็สามารถสลับไปใช้แหล่งอื่นแทน
การจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน: หลังเกิดเหตุการณ์ Toyota เปิดศูนย์บัญชาการฉุกเฉินเพื่อบริหารจัดการเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ และสามารถ ฟื้นตัวกลับมาผลิตได้ภายใน 6 เดือน ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ผลลัพธ์
Toyota ไม่เพียงแต่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว แต่ยังสามารถใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการปรับปรุง BCM และ Supply Chain Resilience ให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้ดีขึ้น
2. Netflix การบริหารความต่อเนื่องของระบบไอทีในยุคดิจิทัล
เหตุการณ์
Netflix เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกที่ต้องให้บริการแบบ 24/7 หากระบบล่มแม้เพียงไม่กี่นาที อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก ดังนั้น Netflix ต้องมี BCM สำหรับโครงสร้างไอที (IT Continuity Plan) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น เซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือ การโจมตีทางไซเบอร์
แนวทาง BCM ที่ Netflix ใช้
สถาปัตยกรรมระบบแบบกระจาย (Distributed Cloud Infrastructure)
Netflix ใช้ Amazon Web Services (AWS) ในรูปแบบที่กระจายโหลดการทำงานไปยังหลาย ๆ ศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้ระบบมี ความยืดหยุ่นสูง (Resilience) และไม่พึ่งพาเซิร์ฟเวอร์เดียว
ระบบ Chaos Engineering
Netflix ใช้ "Chaos Monkey" ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่จำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การปิดเซิร์ฟเวอร์แบบสุ่ม เพื่อทดสอบว่าแพลตฟอร์มสามารถรับมือกับความผิดพลาดได้ดีแค่ไหน
Automated Recovery System
Netflix พัฒนาระบบที่สามารถ ตรวจจับข้อผิดพลาดและกู้คืนระบบอัตโนมัติ ทำให้ลดโอกาสที่แพลตฟอร์มจะล่มจากปัญหาด้านไอที
ผลลัพธ์
Netflix สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น แม้จะเผชิญกับเหตุการณ์ไอทีล่ม และกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มี BCM ด้านไอทีที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมดิจิทัล
บทความที่เกี่ยวข้อง
การสื่อสารในภาวะวิกฤต: เทคนิคแจ้งเตือนและประสานงานในเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ในช่วงภาวะวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุฉุกเฉินที่กระทบต่อธุรกิจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบและช่วยให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น
18 ก.พ. 2025
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ISO 22301 คือมาตรฐานสากลที่ช่วยองค์กรในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติหรือการโจมตีทางไซเบอร์ มาตรฐานนี้เน้นการวางแผนเชิงรุก ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA) การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการทดสอบและปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง
11 ก.พ. 2025


